July 30
มีบทความอันนึง อยากให้เพื่อนๆได้อ่านกันมั่ง .. ยาวนิดนึงนะ ..
คัดมาจากหนังสือชื่อ GENDERISM ของคุณโตมร ศุขปรีชา บทที่ 10 หน้า 77-80
(หนังสือเล่มนี้ดีนะ อ่านแล้วแบบ .. เหอ .. กล้าเนอะ .. ^^)
เสา
1
ผมไม่แน่ใจนัก ว่าทำไมถึงต้องมี เสา
หรือบนเวทีแห่งนั้น แท้จริงแล้วช่างเงียบเหงา เวิ้งว้างและเป็นเช่นเดียวกับจักรวาลแห่งชีวิต
นั่นคือมิอาจพึ่งพิงใครคนผู้อยู่ข้างเคียงได้
แม้เป็นมนุษย์เฉกเดียวกัน เป็นเพื่อนผู้อยู่ในอาชีพเดียวกัน ทว่าในโลกมืดมิดแห่งราตรี พวกเขาก็คือคู่แข่ง
ใช่เพียงแข่งแย่งชิงความสนใจไปจากแขก ทว่าเป็นคู่แข่งในความหมายของชีวิต
2
ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมี ศาสนา
หรือบนเวทีแห่งชีวิต แท้จริงแล้วช่างเงียบเหงา หาหลักยึดใดๆไม่ได้ เวิ้งว้าง น่าเศร้า ไม่มีสาระใดๆให้หยัดยืน เมื่อจักรวาลใหญ่โตเกินไป และภูเขาไฟก็ระเบิดบ่อยครั้งเกินไป
เราจึงมิอาจพึ่งพิงใครคนผู้อยู่ข้างเคียงได้
แม้เป็นมนุษย์เฉกเดียวกัน เป็นเพื่อนผู้อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน ทว่าในความเป็นไปของจักรวาลอันร้ายกาจและรุนแรง มนุษย์อ่อนแอเกินไป
พวกเราจึงต้องมองหาเสาบางอย่างไว้เป็นหลักยึด
3
ผมไม่แน่ใจนัก ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมี รถเบนซ์
หรือเพียงเพราะในความเป็นไปของชีวิต เพียงทำมาหากินเพื่อให้ได้มาซึ่งซีคลาส อีคลาสและเอสคลาสนั้น ก็ได้ช่วยผลาญเผาวันเวลาแห่งชีวิตให้ผ่านไปอย่างน้อยนับสิบปี
เป็นสิบๆปีที่ไม่ได้คิดอะไรอื่น นอกจากงานและเงิน เพื่อขยับเลื่อนขึ้นไปในฐานะและสายตาของคนอื่น
รถเบนซ์ช่วยเผาเวลา การหาเงินมาซื้อรถเบนซ์ช่วยให้ไม่ต้องครุ่นคิดถึงชีวิต ความตาย และความหมายของการมีชีวิตอยู่
มันจึงเป็นเสาบางอย่างของคนบางคน
4
ผมไม่รู้ว่า เพราะเหตุใดเราจึงต้องทาสีซากตึกเก่าเสียใหม่แล้วเรียกมันว่า วัฒนธรรม
หรือเพราะเราล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความทรงจำสั้น สิ่งที่พอจะทำได้ ก็คือการสร้างความทรงจำนั้นขึ้นมา แล้วบีบบังคับให้คนอื่นเชื่อในความทรงจำนั้น
ความทรงจำที่ชื่อ'วัฒนธรรมไทย'จึงเป็นความทรงจำที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่มันช่วยให้เราได้ปลาบปลื้มและกล้ายืดอกพูดคุยกับคนอื่น คล้ายต้นไม้ที่กล้าเติบโตขึ้นสูงเพราะหยั่งรากลงลึก
แม้เป็นรากปลอม ทว่าก็เป็นคล้ายเสาบางอย่าง อันเป็นหลักให้ยอดกล้าชู
5
ผมไม่แน่ใจนัก ว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้องทำสิ่งที่เราเกลียด แล้วเรียกมันว่า งาน
สิ่งที่อยู่กับเรามากที่สุด ใช้จ่ายเวลาของเราไปมากที่สุดในชีวิต นอกจากการนอนแล้ว ก็คือสิ่งที่เราเรียกมันว่างาน
มีคนจำนวนมาก ที่เดินไปมาอยู่บนท้องถนนโดยไม่ได้ทำงาน อย่างน้อยคนอื่นก็มองว่าพวกเขาไม่ได้ทำงาน บางคนเดินลากถุง บางคนเดินร้องเพลง บางคนเดินร้องไห้
แต่พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทำสิ่งที่ตัวเองเกลียด แล้วได้แต่บอกใครๆว่า 'นี่คืองาน' และความเกลียดชนิดนี้มีชื่อหรูหราว่า 'มืออาชีพ'
หรือที่จริง ความเกลียดชนิดนี้ก็เป็นเสาอีกอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์
6
ผมไม่แน่ใจนัก ว่าทำไมถึงต้องมี เสา
แต่ผมชอบนั่งดูผู้คนบนเวทีแห่งนั้น มันเป็นเวทีที่มีเสาโลหะเป็นมันวาวอยู่ตรงสี่มุม คนที่เต้นรำด้วยลีลาแห่งชีวิตอยู่ตรงกลางนั้น บางคราวพวกเขาก็ต้องการที่พึ่งบางอย่าง
ผมเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด หากเราต้องเต้นรำเปลือยร่างอยู่ในท่ามกลางสายตาของคนแปลกหน้าผู้ไร้ชื่อ แม้จะเต็มไปด้วยแสงไฟ สีสัน คล้ายอาบไล้ไปด้วยความสุข ทว่าที่จริง บนเวทีแห่งนั้น บางทีก็อาจเงียบเหงา เวิ้งว้าง และเป็นเช่นเดียวกับจักรวาลแห่งชีวิต คือกว้างใหญ่และชวนให้หลงทาง
เสาบนเวทีอะโกโก้จึงเป็นคล้ายหลักยึดบางอย่าง
เหมือนศาสนา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอาชีพ
เราอาจหัวเราะ แล้วบอกว่าเสาบนเวทีคือสิ่งไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายหลักของการเต้นรำบนเวทีก็คือการได้มาซึ่งแขกแปลกหน้า
แล้วเสาอื่นในชีวิตของเราเล่า-มีอะไรจำเป็นบ้างไหม?
ความโง่ของมนุษย์ทำให้เรายึดเสาเอาไว้แน่น เพราะเรากลัวความมืดเบื้องล่าง เรากลัวจะต้องอยู่ว่างๆ แล้วอดถามตัวเองไม่ได้ ว่าเสาพวกนี้มีประโยชน์อะไรกับชีวิต
อ่านจบแล้ว ..
มีใครยึดเสาอะไรกันไว้มั่งเนี่ย?
July 23
เมื่อไหร่จะหาย?
เมื่อไหร่จะนิ่ง?
เมื่อไหร่จะรู้ทันตัวเอง?
บางครั้ง .. การที่จุดต่ำสุดกะจุดสูงสุดมันต่างกันเกินไป
มันก็ทำให้คนเราเป็นบ้าได้ง่ายๆ
เบื่อ
.. เรื่องเยอะ ..
.. คิดเยอะ ..
แต่พอถึงเวลา .. กลับพูดไม่ออก
เข้าใจยากว่ะ
เบื่อตัวเองที่เป็นแบบนี้
รู้ว่าไม่มีใครช่วยได้หรอก .. จนกว่าจะคิดได้เอง
นั่นแหละ .. คือส่วนที่ยากที่สุด
.
.